วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับนักเขียนหนุ่มที่มีผลงานการเขียนมาแล้ว 2 เล่ม ซึ่งแต่ละเล่มก็มีข้อคิดดีดีมากมายให้กับคนที่ได้อ่าน ไม่น่าเชื่อใช่ไหม...ว่าผู้ชายธรรมดาๆ คนนี้จะมีแง่คิดดีดีให้เราได้สัมผัส แต่ที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่า...และฉันอยากให้ทุกคนได้รู้ก็คือ...ผู้ชายธรรมดาๆ คนนี้แหละที่ใช้เวลามากกว่าหนึ่งปีในการเขียนและแก้ไขจนกว่าจะมีงานรวมเล่มเป็นครั้งแรก ผู้ชายธรรมดาๆ คนนี้แหละที่ตลอดเวลามากกว่าหนึ่งปีนั้นมีต้นฉบับส่งมาให้กองบรรณาธิการของอักขระบันเทิงได้อ่านมากกว่า 100 หน้า นั่นเพราะเขาเชื่อเสมอมา...เชื่อว่าโลกนี้มีความฝัน..และเชื่อว่าสักวันความฝันของเขาจะเป็นความจริง
* แนะนำตัว *
สราวุธ สิงห์ลา ชื่อเล่น ต้น ใช้นามปากกาเดียวกับชื่อ-นามสกุล ครับ เรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ เอกวิชาวารสารศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
* โรครักการอ่าน *
สำหรับผม เรื่องของการอ่านและการเขียนเหมือนเป็นโรคประจำตัวติดตัวมาตั้งแต่เกิด เรียกว่ารักตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้ แต่ตอนเด็กๆ จะเน้นไปทางรักใสๆ วาดรูปการ์ตูนกับอ่านหนังสือการ์ตูนซะมากกว่า พอโตขึ้นมาหน่อยความรักเริ่มเข้มข้นขึ้นตามอายุ ความสนใจเกี่ยวกับการวาดรูปการ์ตูนกับการอ่านการ์ตูนลดลง แต่ก็หันมาเพิ่มความสนใจเกี่ยวกับการอ่านหนังสือในประเภทงานวรรณกรรมมากขึ้นน่ะครับ ส่วนในเรื่องการปลูกฝังในการรักการอ่านการเขียน ทางบ้านก็จะปลูกฝังแบบให้ตามค้นหาเอาเอง ประมาณว่าให้อิสระเต็มที่ในการที่ผมจะทำอะไรตามใจชอบซะมากกว่า เลยทำให้ตอนเด็กๆ ในห้องนอนเต็มไปด้วยหนังสือการ์ตูน
* แรงบันดาลใจในการอ่าน *
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน รวมเรื่องสั้นซีไรต์ ปี 2542 ...หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือวรรณกรรมเล่มแรกๆ ที่มีโอกาสได้อ่าน สาเหตุที่เลือกซื้อมาอ่านอาจจะเป็นเพราะโชคชะตา โอกาส และความบังเอิญคลุกๆ ผสมๆ กันน่ะครับ จำได้ว่าวันนั้นไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต เดินเรื่อยเปื่อยจนหลงเข้าร้านหนังสือ ส่วนใหญ่ผมจะเดินเข้าร้านหนังสือเป็นประจำอยู่แล้วไงครับ แต่ก็มักจะเลือกซื้อแต่หนังสือการ์ตูน วันนั้นนึกยังไงไม่ทราบได้ เดินไปตรงชั้นหนังสือรวมเรื่องสั้น ก้มๆ เงยๆ เลือกไปเลือกมา ก็ได้หนังสือเล่มนี้มา พออ่านจบรอบแรกแล้วรู้สึกเหมือนกับว่ามีโลกอีกใบรอคอยผมอยู่ยังไงก็ไม่รู้ หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมได้แรงบันดาลใจและไฟฝันและอะไรหลายๆ อย่างมากมาย อย่างสำคัญที่สุดก็คือทำให้ผมเริ่มจับปากกาเขียนหนังสือจริง ๆ จัง ๆ (สักที) และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ วินทร์ เลียววาริณ เป็นนักเขียนในดวงใจของผม ผมว่างานเขียนของ วินทร์ มีความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอที่แปลกใหม่ให้กับผู้อ่าน อีกทั้งผลงานเขียนทุกชิ้นยังมีมาตรฐานและความหลากหลายในการนำเสนอดีครับ เรียกได้ว่าหนังสือของเขามีคุณภาพทุกเล่ม
* เส้นทางของการเป็นนักเขียน *
หลังจากที่ผมซุ่มเขียนงานมาได้สักระยะหนึ่ง ก็เริ่มมีงานเขียนเก็บสะสมไว้พอสมควร ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องสั้นและบทความต่างๆ แล้วผมก็มีงานเขียนอยู่ชุดหนึ่ง เป็นแนวประมาณกึ่งๆ บทความผสมผสานกับเรื่องสั้นๆ ความยาวต่อเรื่องประมาณหนึ่งหน้ากระดาษเอสี่ เช้าวันหนึ่งด้วยอะไรดลใจก็ไม่รู้ ผมเกิดความรู้สึกอยากปล่อยชิ้นงานของตัวเองสู่โลกกว้าง จึงได้รวบรวมงานชุดนี้คัดเลือกมาประมาณยี่สิบกว่าบท เข้าเล่มแล้วก็ส่งไปเสนอที่สำนักพิมพ์อักขระบันเทิง โดยตั้งชื่อว่า หนังสือรัก
หลังจากส่งไปประมาณหนึ่งเดือน คุณต้องตา ตั้งชูวงษ์ ก็โทรติดต่อกลับมา ความรู้สึกในตอนนั้นแบบว่าอึ้งไปสักพักใหญ่ๆ ถ้าผมจำไม่ผิดคุณต้องตาบอกประมาณว่า ชอบชื่อหนังสือ กับชอบคำนำของหนังสือ ที่ผมพูดบรรยายเกี่ยวกับความรักลงไปในบทความ (ซึ่งในท้ายที่สุดคำนำชิ้นนั้น กลายเป็น บทความที่ชื่อว่า รัก ในหนังสือเดินช้า...ดีกว่าวิ่งล้ม)
หลังจากได้พูดคุยกันครั้งแรก คุณต้องตาก็ได้บอกให้ผมเขียนเรื่องส่งเพิ่มเข้าไปอีก เพราะงานที่ผ่านนั้นยังมีไม่เพียงพอต่อการรวมเล่ม แล้วคุณต้องตาก็ให้ผมปรับการเขียนและก็แนะนำวิธีการเขียนบทความให้ เพราะด้วยความที่ยังเป็นมือใหม่ งานที่ผมเขียนในช่วงแรกๆ นั้นจะออกลักษณะเป็นแนวการเขียนที่พูดวกไปวนมา ซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งจุดนี้ผมต้องปรับแก้อยู่นานกว่าจะผ่านมาได้
หลังจากการทยอยส่งงานชุดถัดไปเพื่อพิจารณา ก็มีทั้งงานที่ผ่านและไม่ผ่าน เรื่องไหนที่ไม่ผ่าน ไม่ดี ไม่โดน คุณต้องตาก็บอกกับผมตรงๆ ซึ่งผมเองก็ยอมรับและนำมาปรับปรุงแก้ไข จนในที่สุดงานที่ผ่านนั้นก็เพียงพอต่อการรวมเล่ม
เมื่องานเพียงพอต่อการรวมเล่มแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือการตั้งชื่อหนังสือ ซึ่งที่มาของชื่อหนังสือเล่มนี้ก็มาจาก พี่บั๋ง สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา ที่ให้ความช่วยเหลือในการตั้งชื่อเรื่อง หลังจากที่ได้อ่านต้นฉบับบทความของผม ซึ่งมีจุดเด่นที่มีชื่อแต่ละบทพยางค์เดียว เดินช้า...ดีกว่าวิ่งล้ม เป็นชื่อหนังสือเล่มนั้น และคุณต้องตาก็ได้ให้การบ้านชุดสุดท้ายให้ผมดำเนินการทำให้เสร็จ
ผมนำชื่อ เดิน-ช้า-ดี-กว่า-วิ่ง-ล้ม แยกคำออกมาทักทายทำความรู้จัก และคิดหาเรื่องราวและแง่มุมของชีวิตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำๆ เดียวเหล่านั้น หลังจากใช้เวลาปลุกปั้นอยู่กับบทความชุดสุดท้ายอยู่นานสองนาน ในที่สุดบทความหกเรื่องสุดท้ายที่มีชื่อพยางค์เดียว ก็ถูกบรรจุลงในหนังสือรวมบทความเล่มแรกของผม เดินช้า...ดีกว่าวิ่งล้ม
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น
ขั้นตอนสุดท้ายก็คือรอวันหนังสือออก
หนังสือเล่มแรกออกวางแผงในงานสัปดาห์หนังสือที่แรก
ผมไปยืนรอชื่นชมหนังสือเล่มแรกของตัวเองตั้งแต่ประตูเริ่มงานยังไม่เปิด
วันนี้ผมยังจำความรู้สึกและเสียงเต้นของหัวใจในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี
ยังไงก็ต้องขอบคุณคุณต้องตา ตั้งชูวงษ์ บรรณาธิการคนแรก ที่เปิดโอกาสให้ผมจนก้าวมาถึงจุดนี้ และขอบคุณพี่บั๋ง-สุทธิพงษ์ สมบัติจินดา กับชื่อหนังสือเล่มแรกในชีวิตด้วย |