เชื่อว่าคนเราทุกคนย่อมมีความฝัน...ไม่ว่าความฝันนั้นจะเป็นอะไรและมีแนวโน้มที่จะเป็นความจริง
ได้มากแค่ไหนแต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเพราะ ความฝัน
นี่เองที่ทำให้เรามีแรงขับเคลื่อนในการดำเนินชีวิต
เช่นเดียวกับ
หนิง-สุทธิลักษณ์ มหาวรรณ เจ้าของนามปากกา เนสเบอร์รี่ และเจ้าของผลงาน
บวก ลบ คูณ หาร...ให้รักเรานั้นลงตัว ...ที่เธอมีความฝัน
อยากจะเป็นนักเขียนและวันนี้...เธอก็สมหวังแล้ว
สมัยเด็กๆ
หนิงไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ นอกจากหนังสือเรียนที่จำเป็นต้องอ่านแล้วแทบไม่แตะหนังสืออื่นเลย
แต่พอมาช่วง ม. ต้น ได้รู้จักกับหนังสือกลอนที่ในสมัยนั้นกำลังบูมมากๆ
พอได้อ่านกลอนบทแรกก็รู้สึกชอบ เริ่มมีความฝันอยากเป็นนักเขียน
จึงเริ่มหัดเขียนกลอน พอรวบรวมได้จำนวนหนึ่งก็ส่งไปที่สำนักพิมพ์ด้วยความมั่นใจสุดๆ
ว่าเราต้องทำได้ แต่แล้วก็ผิดหวังเพราะว่าไม่ผ่านการพิจารณา
แต่ถึงอย่างนั้น...เธอก็ไม่เคยคิดว่าความผิดหวังจากการพยายามเพียงในครั้งแรกจะเป็นคำตอบสุดท้าย
เธอเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าหากเราไม่ไปทำความรู้จักกับคำว่า
ท้อ
แล้ววันนึงความฝันของเธอก็เป็นรูปเป็นร่าง...เธอได้มีโอกาสเขียนบทความเกี่ยวกับความรักร่วมกับนักเขียนหลายๆ
คน ในหนังสือของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ซึ่งในตอนนั้นเธอก็เพิ่งเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ
ได้ไม่นานนัก(ปัจจุบันเธอเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง
คณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน)
บ้านเกิดของหนิงอยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน
อำเภอปาย เมืองเล็กๆ ที่ใครได้มาแล้วก็อยากย้อนกลับมาอีกครั้งกันทั้งนั้น
จริงๆ ตอนเด็กๆ หนิงไม่รู้หรอกว่าทำไมนักท่องเที่ยวถึงชอบที่นี่กันนัก
ทำไมถึงได้ประทับใจถึงขนาดยอมตื่นขึ้นมาแต่เช้าเพื่อถ่ายรูป
อาจเป็นเพราะตอนนั้นหนิงยังเด็กเลยไม่รู้ค่าของสิ่งใกล้ตัวน่ะค่ะ
แต่ตอนนี้หนิงเข้าใจแล้วว่าถนนที่หนิงเคยเดินผ่านมาชั่วชีวิตแท้จริงแล้วสวยงามแค่ไหน
ถึงแม้ว่าเธอจะเคยมีผลงานการเขียนมาแล้ว
แต่นั่นก็เป็นเพียงการเริ่มต้นความฝัน ที่ถือว่ายังไม่สมบูรณ์นัก
จนเมื่อเธอได้หันมาจับปากกาอีกครั้ง และถือว่าครั้งนี้เองที่เป็นการสมหวังแบบจริงๆ
จังๆ ครั้งแรก เพราะ บวก ลบ คูณ หาร...ให้รักเรานั้นลงตัว
เป็นงานรวมเล่ม(ประเภทบทความ) แบบเดี่ยวๆ คนเดียว
ไม่เอี่ยวใคร
แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เธอรู้สึกตื่นเต้นได้ยังไงล่ะ!!
วันหนึ่งหนิงไปกินข้าวกับเพื่อนๆ
แล้วเขาก็แนะนำสำนักพิมพ์อักขระบันเทิงให้รู้จัก
บอกว่าทำไมไม่ลองส่งงานไปที่นี่ดู เพราะเขาเคยอ่านงานของหนิงแล้วเห็นว่าบทความที่เขียนน่าจะเหมาะกับสำนักพิมพ์นี้
ก็เลยกลับไปดูต้นฉบับที่เขียนเก็บไว้ ซึ่งมีอยู่หลายชุดมากๆ
เลยคิดว่าแทนที่จะปล่อยให้ความฝันสูญเปล่า ทำไมเราไม่ทำให้มันมีค่าขึ้นมาล่ะ
เลยรวบรวมต้นฉบับส่งไปที่สำนักพิมพ์ ส่งไปทั้งๆ ที่ไม่ได้วางคอนเซปท์อะไรเลย
เนื้อหาของงานเขียนก็ค่อนข้างกระจัดกระจาย พี่ๆ ก็เลยให้เอางานกลับมาแก้ไขใหม่
ซึ่งก็ต้องใช้ความพยายามอีกพอสมควร ดีที่มีพี่ๆ ที่อักขระบันเทิงคอยแนะนำตลอด
หนิงเขียนส่งไปอยู่หลายรอบจนในที่สุดต้นฉบับก็ผ่านค่ะ |